ปัจจุบัน คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ของคุณได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมีทักษะด้านการเขียนโค้ดหรือการออกแบบใดๆ สิ่งที่คุณต้องทำคือหาเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่ดีเพื่อสร้างและปรับแต่งเว็บไซต์ในฝันของคุณ คำถามสำหรับวันนี้คือ DreamHost Website Builder จะช่วยคุณทำได้หรือไม่?
การเลือก Website Builder คุณภาพดีอาจเป็นเรื่องท้าทายพอสมควร โดยเฉพาะถ้าคุณไม่รู้ว่าจะต้องมองหาอะไรในเรื่องฟีเจอร์และความง่ายในการใช้งาน วันนี้ผมจะทดสอบ DreamHost Website Builder เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
หมายเหตุ : ก่อนที่คุณจะเริ่มรีวิว Website Builder ต่างๆ คุณต้องระบุให้ได้ว่าคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณบรรลุเป้าหมายอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น คุณอาจต้องการมีส่วนบล็อก, แบบฟอร์มติดต่อ, ระบบการจอง, ร้านค้าออนไลน์, SEO ที่ยอดเยี่ยม เป็นต้น เมื่อคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว คุณก็พร้อมที่จะจับคู่กับข้อเสนอจากผู้ให้บริการต่างๆ เช่น DreamHost
เคล็ดลับ : หากคุณไม่แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณควรทำอะไรบ้าง คุณสามารถดูเว็บไซต์ของคู่แข่งเป็นจุดเริ่มต้นได้
ดูไหม เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ส่วนใหญ่มีฟังก์ชันลากแล้ววาง ซึ่งใช้งานง่าย มีบัญชีทดลอง หรือรับประกันคืนเงิน อย่างไรก็ตาม คุณต้องมั่นใจว่าเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ของคุณทำได้มากกว่าพื้นฐาน DreamHost Website Builder จะตอบโจทย์ความต้องการของคุณขณะธุรกิจเติบโตหรือไม่ มาดูกัน
เริ่มต้นกับแพ็กเกจ DreamHost Website Builder DreamHost มีเครื่องมือและปลั๊กอินแบบพรีเมียมที่ช่วยให้ง่ายต่อการเริ่มต้นใช้งาน WordPress, แก้ไข และจัดการเว็บไซต์เมื่อขยายตัว ผู้ให้บริการมีแพ็กเกจ WordPress + Website Builder สามแพ็กเกจ และระบุขั้นตอนสี่ขั้นตอนในการเริ่มต้น คือ เลือกแพ็กเกจ เลือกธีม อัปเดตเนื้อหา แล้วก็… ปล่อยเว็บไซต์ของคุณออนไลน์!
หมายเหตุ : DreamHost รวมโฮสติ้งในทุกแพ็กเกจพร้อมรับประกันคืนเงิน แพ็กเกจโฮสติ้งแบบแชร์มีรับประกันคืนเงิน 30 วัน ขณะที่แพ็กเกจ Managed WP ก็มีรับประกันคืนเงิน 30 วันเช่นกัน
ตามที่กล่าวไว้ DreamHost มีข้อเสนอรวมสามแบบคือ Shared Starter, Shared Unlimited และ Managed WordPress แน่นอนว่า WP Website Builder รวมอยู่ในทั้งสามแพ็กเกจ นอกจากนี้ ทุกแพ็กเกจมาพร้อมโดเมนฟรี, Quick-Start Inspirations Wizard, Premium Starter Sites, Post & Page Builder และ SEO Recommender แต่จะอธิบายรายละเอียดต่อไป
คำเตือน : DreamHost ให้โดเมนฟรีหนึ่งปีแรกเมื่อสมัครแพ็กเกจ Shared Starter, Shared Unlimited หรือ DreamPress รายปี (แพ็กเกจรายเดือนไม่ร่วมรายการ) และคุณต้องใช้สิทธิ์ลงทะเบียนภายในสามเดือนแรกของแผนรายปี มิฉะนั้นจะหมดสิทธิ์
Shared Starter, Shared Unlimited และ Managed WordPress แตกต่างกันที่จำนวนเว็บไซต์และอีเมล Shared Starter รองรับเว็บไซต์หนึ่งแห่งและไม่มีอีเมล รวมถึง Shared Unlimited รองรับอีเมลและเว็บไซต์ไม่จำกัด ส่วน Managed WP มีเว็บไซต์ที่จัดการได้หนึ่งแห่งและอีเมลไม่จำกัด
แพ็กเกจ Shared WordPress มีราคาถูกกว่า เหมาะสำหรับบล็อก ธุรกิจขนาดเล็ก หรือแฟ้มผลงาน แต่ข้อเสียคือคุณแชร์ทรัพยากรบนเซิร์ฟเวอร์เดียวกับผู้ใช้คนอื่น ดังนั้น เมื่อไซต์เติบโต คุณอาจต้องอัปเกรด
Managed WordPress แก้ปัญหานี้ด้วยการมอบบริการและการสนับสนุนเฉพาะ WordPress เพื่อประสิทธิภาพ, ความพร้อมใช้งาน และความปลอดภัยสูงสุด พร้อมฟีเจอร์พิเศษและทรัพยากรเฉพาะ จึงเป็นคลาวด์ประสิทธิภาพสูง แทนสภาพแวดล้อมแชร์
ถ้าคุณเลื่อนลงมาดู จะเห็นอีกสองแพ็กเกจ ซึ่งจริงๆ แล้ว DreamHost แบ่ง Managed Offer เป็น DreamPress Starter, DreamPress Plus และ DreamPress Pro
ทั้งห้าแพ็กเกจเลือกจ่ายรายเดือนหรือชำระล่วงหน้าได้ เรามาดูความแตกต่างอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น
ทุกแพ็กเกจมีแบนด์วิดท์ไม่จำกัดและการเข้าชมที่แคชแล้วไม่จำกัดต่อเดือน แต่แพ็กเกจแชร์รองรับการเข้าชมที่ไม่แคชต่อเดือนได้ต่ำกว่า DreamPress Starter และ Plus เหมาะกับการเข้าชมระดับปานกลาง ในขณะที่ DreamPress Pro รองรับการเข้าชมไม่แคชระดับสูง
หมายเหตุ : DreamHost จะไม่จำกัดจำนวนผู้เยี่ยมชมหรือคิดค่าบริการเพิ่มหากคุณเกินข้อแนะนำการเข้าชมที่ไม่แคชต่อเดือน แต่การเข้าชมสูงมากอาจกระทบประสิทธิภาพเว็บไซต์
DreamHost ยังคงมาตรฐานสูงในทุกแพ็กเกจ เช่น พื้นที่เก็บข้อมูล SSD แพ็กเกจแชร์ไม่มีพื้นที่เก็บข้อมูลเฉพาะ แต่เป็น SSD ทั้งหมด แพ็กเกจ Managed มาพร้อมพื้นที่ SSD ที่กำหนดไว้สูงสุด 120GB
ในด้านฟีเจอร์เฉพาะ WP ทั้งห้าแพ็กเกจมี WordPress ติดตั้งล่วงหน้า, ย้าย WordPress อัตโนมัติฟรี, WP Website Builder และอัปเดต WordPress อัตโนมัติ (Core และ Security) ส่วน Managed มีสเตจ, แคชชิ่งในตัว และคลิกเดียวเพื่อสร้าง staging
หากเลือก DreamPress Plus หรือ Pro คุณจะได้ Jetpack Professional ฟรี รวมธีมพรีเมียม, CDN ไม่จำกัด, คลิกเดียวสำรองและคืนค่า, สแกนมัลแวร์ และอื่นๆ
สุดท้าย DreamHost มีระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติและตามต้องการ พร้อมคลิกเดียวเพื่อคืนค่า, โดเมนฟรี, ความเป็นส่วนตัวของโดเมนฟรี, บัญชีอีเมลมืออาชีพ, แผงควบคุมที่ออกแบบเอง และฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น SFTP, Shell Access และ WP-CLI
พอพูดถึงทฤษฎีกันมากแล้ว ทีนี้มามาลองใช้งานจริงกันเลย ตามธรรมเนียม ผมจะซื้อแพ็กเกจราคาถูกสุดเพื่อลองทดสอบว่าทุกอย่างทำงานอย่างไร และจะรายงานให้คุณทราบ ในกรณีนี้คือ Shared Starter ถึงแม้อีกหลายแพ็กเกจจะมีตัวเลือกมากกว่า เจ้านี่ก็เพียงพอสำหรับผมเพราะผมมาทดสอบ และอยากดูว่าขั้นต่ำสุด DreamHost มีอะไรให้บ้าง แน่นอนว่ายิ่งแพ็กเกจสูงขึ้นฟีเจอร์ก็ดียิ่งขึ้น
ผมคลิก “Sign Up Now” แล้วไปยังหน้าต่อไป ขั้นตอนคือเลือกแพ็กเกจ เลือกโดเมน และสามารถเปลี่ยนภาษา ติดต่อสนับสนุน หรือปรับเงื่อนไขแพ็กเกจได้
คำเตือน : โดเมนฟรีมีเฉพาะแพ็กเกจรายปี
ผมต้องบอกว่าไม่เคยสับสนเท่านี้มาก่อน ปกติผู้ให้บริการโฮสติ้งมักลดราคามากขึ้นเมื่อสมัครนานขึ้น ซึ่งสมเหตุสมผลสำหรับการรักษาลูกค้า แต่ DreamHost กลับถูกกว่าเมื่อจ่ายรายเดือนแทนรายปีหรือสามปี ใครที่เป็นลูกค้าประจำอาจไม่ค่อยปลื้ม แต่ในกรณีนี้ได้เปรียบผมไป
ผมจะเลือกโดเมนทีหลังเพื่อให้เร่งการลงทะเบียนไปก่อน ต่อไปต้องใส่ข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลการเรียกเก็บเงิน และตั้งค่าบัญชี
หมายเหตุ : ในขั้นตอนแรก คุณต้องกรอกบัตรเครดิตก่อน เมื่อบัตรผ่านระบบแล้วจึงตั้งค่าบัญชีได้
สำหรับการตั้งค่าบัญชี คุณเลือกระหว่างอีเมลหรือสมัครผ่าน Google ด้านขวามือจะมีสรุปคำสั่งซื้อ DreamHost จะเลือกติ๊กเครื่องหมายบางอย่างให้โดยอัตโนมัติซึ่งผมไม่ชอบ หากไม่ต้องการให้เอาออกด้วยนะ
เลื่อนลงมาด้านล่างจะมีตัวเลือกเพิ่มเติมคือ DreamShield Protection, DreamHost Email และ Google Workspace ผมจะไม่ลงรายละเอียดมาก เพราะเพิ่งเขียนรีวิว DreamHost WordPress ไป รุ่นระหว่างสมัครเหมือนกันเลย ลองดูได้
คลิก “Submit Order” แล้วก็เรียบร้อยภายในไม่กี่วินาที
การตั้งค่าแพ็กเกจ DreamHost Website Builder “Whoop, whoop, ยินดีต้อนรับสู่ DreamHost ”
เมื่อสั่งซื้อเสร็จสิ้น คุณจะไปที่ Control Panel ซึ่งตรงนี้เปลี่ยนภาษา หรือติดต่อสนับสนุนก็ได้
DreamHost เริ่มตั้งค่าโฮสติ้งให้ผมทันที
ระหว่างรอเช็กอีเมลจาก DreamHost จะส่งข้อมูลบัญชี FTP, SFTP และข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ให้
ใช้เวลาไม่กี่นาทีผมเห็นหน้าจอนี้
หมายเหตุ : ผมเลือก “เลือกโดเมนทีหลัง” ดังนั้น ‘tesmir.dreamhosters.com’ คือโดเมนชั่วคราวจาก DreamHost
พร้อมกันนั้น เช็กอีเมลอีกครั้ง
จากนี้คุณล็อกอิน WordPress ด้วยอีเมลได้เลย แต่ครั้งแรกต้องใช้ลิงก์ที่ส่งทางอีเมลก่อน
เคล็ดลับ : ถ้าลิงก์หมดอายุ คุณขอลิงก์รีเซ็ตใหม่ทางอีเมลได้
ขั้นตอนถัดไปคือเริ่มออกแบบเว็บไซต์ DreamHost แนะนำให้ใช้ ‘BoldGrid Inspirations’ เรามาลองกันเลย แต่ขอแนะนำขั้นตอนอื่นก่อน
DreamHost เปิดใช้งานปลั๊กอิน WP Super Cache อัตโนมัติเพื่อปรับความเร็วและประสิทธิภาพเว็บไซต์
หมายเหตุ : โพสต์ใหม่อาจไม่ปรากฏทันทีเพราะแคชชิ่ง แต่ลบแคชได้ใน ‘Settings > WP Super Cache’ แล้วคลิก ‘Delete cache’
สุดท้าย DreamHost ส่งลิงก์ไปยัง DreamHost Academy และทีมสนับสนุน เพื่อสอนคุณใช้ WordPress เช่น คู่มือพร้อมภาพวิดีโอ
ทีนี้มาดูวิธีสร้างเว็บไซต์ด้วย WP Website Builder กัน
หมายเหตุ : ต้องมีเว็บไซต์ WordPress อยู่แล้วจึงใช้ WP Website Builder ได้
เพราะ DreamHost ทำให้อัตโนมัติ คุณแค่เลื่อนใน Control Panel หาคำว่า Log In to WordPress แล้วคลิก ‘Open WordPress Editor’
คุณจะเห็น BoldGrid Inspirations ทันที
คุณมีสองทางเลือก คือเริ่มด้วยสามขั้นตอนง่ายๆ โดยเลือกธีมจากคลัง ข้อมูลตัวอย่าง หรือสร้างเองด้วยเครื่องมือดีไซน์ ปรับเนื้อหา เพิ่มปลั๊กอิน แล้วเผยแพร่เว็บไซต์ของคุณ…
หรือถ่ายโอนเว็บไซต์ที่มีอยู่ด้วย Total Upkeep
ผมเลือกแบบแรก คลิกปุ่มส้ม ‘Let’s Get Started’ ไปยังหน้าถัดไป ที่นี่มีตัวเลือกมากมาย แยกตามหมวดไซต์ที่ต้องการสร้าง กรองได้ทั้ง All, Default, General, Consulting, Marketing, Design, Photography, Fitness, Fashion, Music, Restaurant, Real Estate, Home Repair
เมื่อเจอธีมที่ถูกใจ คลิก ‘Select’
หมายเหตุ : ธีมกำหนดโครงสร้าง พื้นที่ข้อความ และสีพื้นฐาน แต่ปรับแต่งได้ภายหลัง
ต่อมาเลือกหน้าพื้นฐานและฟังก์ชันเสริมในส่วน Content ปรับเลย์เอาต์และเนื้อหาได้สามทางเลือกคือ PAGESET ‘Base’ (3 หน้า), ‘Five Page’ (5 หน้า) หรือ ‘Kitchen Sink’ (8 หน้า) หากต้องการบล็อกให้เปิดปุ่ม Blog ใน Add Functionality ด้านล่างสุดดูตัวอย่างบนอุปกรณ์ต่างๆ ได้
เช่น เมื่อเลือก 3 หน้า ได้หน้า Home, Portfolio และ Contact Us แต่เลือก Five Page จะเพิ่ม Clients และ Info
ส่วน Kitchen Sink จะมี Testimonials, Resume และ Services เพิ่มด้วย
และนี่ภาพรวมของฟังก์ชันบล็อก
ปรับเสร็จคลิกปุ่มสีน้ำเงิน ‘Next’
ส่วนถัดไปคือ ‘Essentials’ กรอกข้อมูลติดต่อและไอคอนโซเชียลเพื่อใส่ทั่วเว็บไซต์ สามารถแก้ทีหลังหรือข้ามไปเลยก็ได้ แล้วคลิก ‘Finish and Install’
แล้วรอ!
สุดท้าย! คุณติดตั้ง BoldGrid เรียบร้อย DreamHost จะพาคุณไปที่แท็บ Inspirations ในแดชบอร์ด WordPress เพื่อปรับแต่งต่อ
ขั้นแรก เลือกตัวแก้ไขที่ต้องการใช้
เคล็ดลับ : DreamHost ให้เลือกตัวแก้ไข WordPress หลายแบบ แต่ถ้าใช้ BoldGrid สร้างไซต์ ให้ใช้ Post and Page Builder
ในแท็บ Inspirations ทางด้านซ้าย คลิกไอคอนดินสอข้างหน้าชื่อหน้าที่ต้องการแก้ไข
คุณสามารถข้ามการตั้งค่าหรือทำตามสามขั้นตอนที่แนะนำ ผมเลือกทำตาม
คลิก ‘Okay, let’s go!’ แล้วเลือกตัวแก้ไขที่ต้องการ
หมายเหตุ : คุณสามารถเลือกตัวแก้ไขสำหรับโพสต์แต่ละชิ้นได้ในตัวแก้ไขเลย
ตัวเลือกคือ Post and Page Builder, WordPress Editor, Classic Editor และ Default (สำหรับทั้งโพสต์และหน้า)
ในเมื่อ Post and Page Builder เป็นตัวเลือก BoldGrid แนะนำ ผมจึงเลือกตัวนี้ WordPress Editor คือเครื่องมือแก้ไขตามปกติใต้ ‘Pages > All Pages’ Classic Editor คล้าย WordPress Editor แต่แสดงตัวเลือกมากกว่า ส่วน Default ตั้งค่าเริ่มต้นเป็น Post and Page Builder
คลิกขั้นตอนถัดไปก็เรียบร้อย
สมมติเลือก Post and Page Builder แต่ไม่ชอบทีหลัง ไม่ต้องห่วง คุณเปลี่ยนตัวแก้ไขได้ โดยคลิกเมนู dropdown ชื่อ Post and Page Builder
ผมเปลี่ยนเป็น WordPress Editor แล้วระบบโหลดในไม่กี่วินาที!
ตัวเลือกส่วนใหญ่ซ่อนอยู่ใน WordPress Editor แต่คลิกไอคอนต่างๆ เพื่อเข้าถึงได้ ที่ซ้ายเพิ่มบล็อก ด้านขวามีตัวเลือกเพิ่มเติม
คุณยังเปลี่ยนตัวแก้ไขได้อีก ลองดูตัวที่สามโดยคลิกสามจุดมุมบนขวาในเมนู Plugins
Classic Editor คล้าย WP Editor แต่แสดงตัวเลือกเพิ่มเติมมาให้เลย
กลับไปที่ Post and Page Builder ซึ่งผมชอบมากที่สุด แล้วมาดูวิธีแก้ไขหน้าด้วยตัวเลือกนี้
หมายเหตุ : เข้าสู่โหมดเต็มจอได้ด้วย Ctrl+Shift+F
คุณเพิ่มบล็อกง่ายๆ โดยคลิกปุ่มสีฟ้า Add Blocks หน้าแตกเป็นสองฝั่ง ฝั่งซ้ายคือเลย์เอาต์ของหน้า ฝั่งขวาเป็นบล็อกที่เลือกได้
เลือกประเภทบล็อกและหมวดด้านบนขวา บล็อกใหม่จะปรากฏขวา วางเมาส์บนบล็อกที่ต้องการแล้วคลิก Add to Page
หลังติดตั้งแล้วจะเห็นว่าระบบกำลังเพิ่มบล็อกฝั่งซ้าย
เมื่อเพิ่มเสร็จ คุณลากบล็อกไปวางตรงที่ต้องการ หรือลบออกได้
สุดท้ายคลิกเครื่องหมายถูกมุมบนขวาเพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลง
นี่คือพื้นฐานทั้งหมด ลองสำรวจดูตัวเลือกเพิ่มเติมใน WP Website Builder ได้เลย!
ความง่ายในการใช้งานและการสนับสนุนลูกค้า เวลาผมรีวิวเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ ผมจะดูว่ามือใหม่สุดๆ สามารถใช้งานได้ง่ายหรือไม่ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยคนที่ไม่ถนัดเทคโนโลยี ดังนั้นจึงควรใช้ง่าย
หมายเหตุ : จุดประสงค์ของ Website Builder คือทำให้การสร้างเว็บไซต์เป็นเรื่องเรียบง่ายและตรงไปตรงมา
สิ่งที่ผมชอบในด้านนี้คือ Quick-Start Inspirations Wizard เครื่องมือนำทางคุณตั้งแต่การเลือกดีไซน์ เพิ่มฟังก์ชัน จนถึงใส่ข้อมูลสำคัญในไม่กี่นาที
ยิ่งไปกว่านั้น คุณใช้การแก้ไขแบบลากวางพร้อมดีไซน์บล็อกได้เร็วขึ้น Post and Page Builder ดีสำหรับมือใหม่ และมีตัวเลือกขั้นสูงสำหรับมืออาชีพ เพียงปลายนิ้วคลิกก็ทำไอเดียให้เป็นจริงได้
อีกฟีเจอร์ที่ช่วยคือ 1-click staging สร้างสเตจไซต์ได้คลิกเดียว ทดสอบปลั๊กอิน, ธีม, โค้ดใหม่ก่อนปล่อยสด
ถึงตรงนี้ คุณควรมองการสนับสนุนด้วย มีทรัพยากรครอบคลุมหรือไม่ และแชทสดตลอดเวลาหรือเปล่า ช่วยคุณสร้างเว็บไซต์และแก้ปัญหาได้ไหม
ผมว่า DreamHost มีข้อเสียเล็กน้อยตรงนี้ เนื่องจากไม่มีการสนับสนุนตลอด 24/7 จริง หากคุณไม่ใช่ลูกค้าปัจจุบัน คุณติดต่อได้ทางแชทวิดเจ็ตหรืออีเมล แต่ไม่มีแชทสด หากเป็นลูกค้าก็มี Customer Support Chat ในแผงควบคุม แต่จำกัดแค่ชั่วโมงทำการ ไม่ใช่ตลอด 24 ชั่วโมง
วิดเจ็ตแชทของ DreamHost มี Knowledge Base, Discussion Forums, System Status และ Tech Support คุณเลือกผู้ติดต่อได้ว่าจะ Sales, Billing, Tech Support, Other หรือ I can’t log in to my DreamHost account
เมื่อเลือกแล้วกรอกฟอร์มแล้วส่งคำถาม แต่ไม่มีการตอบกลับทันทีหรือสื่อสารทันที
นอกจากนี้ การสนับสนุนลูกค้าสำหรับ DreamHost Website Builder ขึ้นกับแพ็กเกจที่คุณเลือก
DreamHost ให้บริการสนับสนุนแบบมาตรฐานใน Shared Starter และ Shared Unlimited คุณจะได้ 24/7 ticket support, live chat support และการโทรกลับ แต่ไม่มี priority support
ในทางกลับกัน Managed Offer มีการสนับสนุนเฉพาะ WordPress ทางตั๋ว, แชทสด และโทรศัพท์ พร้อม priority support เฉพาะใน DreamPress Pro
ตัวเลือกการปรับแต่งและการตอบสนองต่ออุปกรณ์ อย่างที่คุณเห็น เมื่อเริ่มใช้งาน DreamHost Website Builder ขั้นแรกคือเลือกเทมเพลต เทมเพลตคือหัวใจของ Website Builder คุณต้องดูว่ามีกี่แบบให้เลือกกับแต่ละผู้ให้บริการ
DreamHost มีธีมอุตสาหกรรมมากกว่า 200 แบบ ทั้งธีม WordPress ถ่ายภาพ, อสังหาฯ, ร้านอาหาร, เพลง, ฟิตเนส, ดีไซเนอร์, แฟชั่น และอื่นๆ
เคล็ดลับ : เลือกเทมเพลตที่ใกล้เคียงกับภาพที่คุณวาดไว้ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นทั้งโครงสร้างและดีไซน์ ปรับเปลี่ยนให้ตรงแบรนด์ได้ง่ายกว่า
ตรงนี้คุณต้องพิจารณาการตอบสนองต่ออุปกรณ์ด้วย DreamHost Website Builder รองรับดีไซน์ตอบสนอง 100% หมายความว่าคุณไม่ต้องทำเวอร์ชันแยกสำหรับแต่ละอุปกรณ์
หมายเหตุ : เว็บไซต์ตอบสนองจะจัดเรียงองค์ประกอบให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะดูบนจอไหนก็สวยงาม
แม้เทมเพลตจะเป็นจุดเริ่มต้น คุณก็ปรับแต่งสี, เพิ่มหน้า, ภาพ, ปุ่ม, ไอคอน และสิ่งอื่นๆ ได้ง่ายๆ DreamHost มีดีไซน์บล็อกมากกว่าร้อยแบบให้คลิกเพิ่ม แล้วแก้ไขได้ทันที
เคล็ดลับ : เลือก Website Builder ที่ให้พื้นที่ปรับแต่งเทมเพลตได้มากพอ เพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำใคร
ฟีเจอร์และความสามารถอื่นๆ สิ่งที่จะทำให้ Website Builder เด่นกว่าคู่แข่งคือฟีเจอร์ยิ่งเยอะยิ่งดี คุณควรมองหา Google Analytics, CRM, เครื่องมือการตลาดจากภายนอก เป็นต้น
ฟีเจอร์ DreamHost ที่มีประโยชน์มากคือ Real-Time SEO Recommender ซึ่งใส่เคล็ดลับ SEO บนหน้าเพจโดยตรงใน WP Website Builder ช่วยให้คุณปรับเนื้อหาให้ติดอันดับเครื่องมือค้นหาและเพิ่มการมองเห็นเว็บไซต์
หมายเหตุ : เลือก Website Builder ที่คุ้มค่ากับราคา เช่น มีโดเมนฟรี, SSL ฟรี, อีเมลธุรกิจฟรี, ฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซฟรี เป็นต้น ถ้าไม่มี คุณต้องคำนวณค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้ชัดเจนก่อน
อย่างที่กล่าว DreamHost มีโดเมนฟรี, ความเป็นส่วนตัวโดเมนฟรี, บัญชีอีเมลมืออาชีพ, ฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น SFTP, Shell Access, WP-CLI, SSL ฟรี, ย้ายอัตโนมัติ, สำรองข้อมูลรายวัน, SSD storage และแผงควบคุมที่ออกแบบเอง กล่าวคือ คุณได้คุ้มค่ามากมายโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
ฟีเจอร์เฉพาะของ DreamHost Website Builder สรุปคืออะไรที่ทำให้ DreamHost Website Builder โดดเด่นกว่าใคร ทำไมคุณถึงเลือกใช้แทนคู่แข่ง?
ขับเคลื่อนบน WordPress ติดตั้ง WordPress ล่วงหน้าในทุกแพ็กเกจ Quick-Start Inspirations Wizard Premium Starter Sites มากกว่า 200 แบบ Post & Page Builder Real-Time SEO Recommender ใช้เทคโนโลยี BoldGrid ประสบการณ์ผู้ใช้ปรับแต่งได้เต็มที่ ดีไซน์มืออาชีพพร้อมธีมหลากหลาย Drag and Drop Customizer WYSIWYG Page Editor และ GridBlocks ธีมทั้งหมดพร้อมรองรับ WooCommerce SSD Storage, แคชในตัว และ 1-Click Staging ย้าย WordPress อัตโนมัติฟรีและอัปเดตอัตโนมัติ SSL ฟรี, โดเมนฟรี, ความเป็นส่วนตัวโดเมนฟรี, อีเมล @ โดเมนฟรี สำรองภาพอัตโนมัติรายวัน, สำรองเมื่อใดก็ได้ & คืนค่าคลิกเดียว รับประกันคืนเงิน 30 วัน และ 97 วัน ข้อดีและข้อเสียของ DreamHost Website Builder ข้อดี:
ใช้งานง่ายและนำทางสะดวก ปรับแต่งได้เต็มที่ ธีมให้เลือกเยอะ ลากวางได้อย่างอิสระ มีสเตจไซต์สำหรับทดสอบ นโยบายคืนเงินดี ข้อเสีย:
บทสรุป แม้ผู้ใช้จำนวนมากจะลังเลระหว่าง WordPress กับ Website Builder แต่ DreamHost ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้นเพราะผสมผสานทั้งสองไว้ด้วยกัน คุณจึงได้ข้อดีทั้งสองโลก
กับ DreamHost คุณเลือกดีไซน์จากคลังเว็บไซต์ Builder แล้วปรับแต่งได้เต็มที่ด้วย drag and drop customizer เพียงชี้คลิกบนตัวอย่างเพื่อแก้ไขคุณสมบัติ เปลี่ยนสี, ฟอนต์, เลย์เอาต์, เมนูนำทาง และวิดเจ็ตได้ง่ายๆ ไม่ต้องทดสอบบนไซต์จริง แต่ใช้สเตจไซต์คลิกเดียวเพื่อทดลองธีม, ปลั๊กอิน หรือโค้ดใหม่ก่อนเผยแพร่
ผมยังชอบ WYSIWYG page editor ของ DreamHost Website Builder ที่ให้เห็นผลลัพธ์ตามจริง และ GridBlocks สำหรับลากวางองค์ประกอบสร้างเลย์เอาต์ได้เอง
ทั้งหมดนี้ทำให้ DreamHost Website Builder เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับสร้างเว็บไซต์ทุกประเภท พร้อมโดเมน, บล็อก, ฟีเจอร์ SEO และโซเชียล, อีคอมเมิร์ซ และอื่นๆ
ข้อเสียคือ DreamHost Website Builder ไม่ฟรี มีบริการฟรีหลายอย่าง แต่ไม่มีแผนฟรี นอกจากนี้ การสนับสนุนลูกค้าและการต้องมีเว็บไซต์ WordPress อยู่แล้วจึงจะใช้งานเครื่องมือนี้ได้เป็นข้อจำกัดเล็กน้อย